คำแนะนำในการติดต่อสำนักงานที่ดิน

คำแนะนำในการติดต่อสำนักงานที่ดิน

คำแนะนำในการติดต่อสำนักงานที่ดิน : เชื่อเถอะยังมีเรื่องที่ไม่รู้อีกเยอะ

โดยหมอที่ดิน
morteedin@yahoo.com

หลักการทั่วไปในการเตรียมเอกสาร
1. เตรียมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้พร้อม และจะต้องเป็นเอกสารตัวจริง เจ้าหน้าที่จะรับพิจารณาจากเอกสารตัวจริงเท่านั้น
2. ถ่ายเอกสารที่ต้องใช้ประกอบเรื่องคำขอต่าง ๆ(ไม่ต้องถ่ายโฉนดเว้นแต่อยากเก็บไว้ดู) ไว้ล่วงหน้าให้ครบถ้วนเลย เพราะในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ประมวลกฎหมายที่ดินบังคับให้เจ้าหน้าที่ต้องสอบสวนพิสูจน์ว่าคนที่มาอยู่ต่อหน้านั้นเป็นตัวเจ้าของและคู่สัญญาจริง เป็นหน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่เลย ซึ่งเรื่องนี้ต่างกับการโอนทรัพย์สินอื่นๆ เช่น รถยนต์อย่างสิ้นเชิง เพราะในการโอนรถยนต์เจ้าหน้าขนส่งไม่มีหน้าที่ตรวจพิสูจน์ว่าคนขายเป็นตัวจริงหรือไม่ เมื่อเจ้าหน้าที่ที่ดินดูเอกสารแล้วและเชื่อว่าเป็นตัวจริง(ถ้าไม่เชื่อก็แจ้งตำรวจจับเลย)ทางเจ้าหน้าที่เขาก็ต้องการ
สำเนาเอกสารไว้พิสูจน์ต่อศาล(ในกรณีมีการฟ้องร้อง
ว่ามีการปลอมตัวมาขาย) ว่าเขาตรวจเอกสารเหล่านั้นแล้วเห็นว่าน่าจะเป็นของจริง (บางกรณีดู ๆ
ก็น่าเป็นของจริง แต่เจ้าหน้าที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการทำเอกสารนั้น ๆ บางทีก็ไม่รู้โดนหลอกได้เหมือนกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็แย่เหมือนกัน อาจต้องรับผิดทางแพ่งได้) อีกเหตุผลหนึ่งซึ่งสำคัญมากเช่นกัน คือเจ้าหน้าที่จะเก็บสำเนาเอกสารนั้นเพื่อเอาไว้เปรียบเทียบ และเป็นฐานข้อมูลเพื่อสอบสวนพิสูจน์ตัวบุคคลในภายหลัง เมื่อเจ้าของคนเก่าหรือคนใหม่มายื่นคำขอทำนิติกรรมในส่วนของตนต่อไปนั่นเอง เมื่อถ่ายเอกสารแล้วอย่าเพิ่งเซ็นรับรองสำเนา ให้รอไปเซ็นรับรองต่อหน้าเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เขาดูว่าเป็นคนที่เกี่ยวข้องเซ็นจริง ๆ
มีข้อที่อยากแนะนำอีกอย่างคือ ควรถ่ายเอกสารไว้ให้พร้อมก่อนไปสำนักงานที่ดิน เพราะบางครั้งหาร้านถ่ายใกล้สำนักงานที่ดินไม่ได้เลยต้องใช้บริการของสำนักงานที่ดินซึ่งรับรองได้ว่าค่า
ถ่ายเอกสารในสำนักงานที่ดินน่ะแพงกว่าข้างนอกแน่นอน จากปกติหนึ่งบาทก็จะเป็นสองบาท ห้าสิบสตางค์ก็จะเป็นหนึ่งบาทเพราะเป็นการหารายได้ไว้ใช้ในสำนักงานที่ดินอย่างหนึ่ง ซึ่งเขามักคิดแพงจริง ๆ เพราะเห็นว่าคนซื้อคนขายมักใจกว้าง ด้วยมีความครึ้มใจปิติยินดีในการซื้อขายกันอยู่แล้วเป็นทุนเดิม แค่เสียแพงหน่อยก็มักหยวน ๆ

เอกสารประกอบการจดทะเบียน
1.โฉนดที่ดิน บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน เป็นเอกสารที่ต้องนำมาด้วยทุกครั้ง
2. หลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัวชื่อสกุล ต้องใช้ในกรณีชื่อในโฉนดไม่ตรงกับทะเบียนบ้านกับบัตรประชาชน และที่น่าติดตามคือในตอนนี้มีกฎหมายใหม่ให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วสามารถเลือกกลับไปใช้นามสกุลเดิม
และเลือกนาง หรือนางสาวด้วยแล้วก็จะทำให้ยุ่งขึ้นอีก และคงต้องนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้มาประกอบการจดทะเบียนด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะการจะเปลี่ยนไปใช้ชื่อไหนก็ต้องมีเอกสารบอกที่มาที่ไป แต่ถ้าชื่อตรงกันอยู่แล้วก็ไม่ต้องนำมาก็ได้
3. หนังสือรับรองจากอำเภอว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน เอกสารนี้บางกรณีก็ต้องใช้ บางกรณีก็ไม่ต้องใช้ สาเหตุที่ทำให้ต้องมีการรับรองการเป็นบุคคลคนเดียวกัน มักเกิดจากชื่อในบัตรประชาชน ทะเบียนบ้านและชื่อในโฉนดไม่ตรงกันเลย หรือชื่อในทะเบียนบ้านตรงกับโฉนด แต่ในบัตรประชาชนไม่ตรงกัน หรือชื่อในบัตรประชาชนตรงกับในโฉนดแต่ไม่ตรงกับชื่อในทะเบียนบ้าน และไม่มีเอกสารที่จะสืบที่มาที่ไปให้เห็นว่าเป็นคนเดียวกันได้เลย เจ้าหน้าที่ก็อาจจะขอให้เจ้าตัวไปยื่นคำขอให้ทางอำเภอรับรองการเป็นบุคคลคนเดียวกัน ซึ่งการจะทำอย่างนั้นทางอำเภอก็ต้องสอบสวนพยาน เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่รู้จักคนนั้น แล้วอำเภอก็จะออกหนังสือรับรองให้ การพิสูจน์และรับรองตัวบุคคลในลักษณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ดินจะไม่สอบสวนพิสูจน์เองแต่จะให้เจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎร์เป็นฝ่ายดำเนินการให้  กรณีที่มีชื่อไม่ตรงอย่างนี้ไม่ใช่ทุกกรณีที่จะต้องให้ไปรับรอง เพราะบางครั้งก็เห็นได้ชัดว่าเจ้าหน้าที่ที่ดินเป็นฝ่ายพิมพ์หรือเขียนผิด   ไม่ตรงกับหลักฐานที่ผู้นั้นมอบให้มาแต่ต้น กรณีอย่างนี้เจ้าหน้าที่ก็จัดการแก้ไขให้ถูกต้องได้ หรือบางกรณีเป็นการจดทะเบียนที่ไม่ใช่การจำหน่ายที่ดิน เช่น เป็นการจดไถ่ถอนจำนองอย่างเดียว เจ้าหน้าที่ก็อาจจดให้ได้เลย ไม่ต้องสนใจความผิดพลาดดังกล่าว ต่อเมื่อจะมาจดทะเบียนขายหรือการจดผูกมัดอย่างอื่น จึงจะให้แก้ไขให้ถูกต้อง สรุปว่ากรณีเช่นนี้อย่าเพิ่งรีบไปดำเนินการเอง ให้รอเจ้าหน้าที่บอกให้ทำดีกว่า และต้องรู้ไว้ด้วยนะว่าหากเขาอนุโลมดำเนินการให้ แล้วปรากฏในภายหลังว่าผิดตัวคน เจ้าหน้าที่คนนั้นจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้ เพราะศาลจะยกเหตุผลว่าเห็นชัดแล้วว่าเอกสารประจำตัวทั้งหลายไม่ตรงกัน(เท่ากับว่าไม่ใช่คน ๆ เดียวกันนั่นเอง) แต่ก็ยังดำเนินการให้ ถือว่าประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
4. กรณีใบสมรส และใบหย่า ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของคนที่จดทะเบียนสมรสแล้ว มีกรณีหลากหลายที่บางครั้งก็ต้องได้รับคำยินยอมจากคู่สมรส ก่อน บางกรณีก็ไม่ต้องรับความยินยอมจากคู่สมรส ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ช่วงเวลาการสมรสว่า สมรสกันก่อนหรือหลังใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 สมรสกันก่อนหรือหลังการประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ ซึ่งจะต้องมีการอธิบายถึง สินบริคณฑ์ สินเดิม สินสมรส สินส่วนตัว ต้องดูเรื่องการทำสัญญาก่อนสมรส นอกจากนี้มีการเขียนรายละเอียดไว้ในกฎหมายหลายกรณีที่ให้ทำได้แม้ไม่ได้มีการยินยอมก็ตาม แต่ให้สิทธิในการที่คู่สมรสจะฟ้องเพิกถอนในภายหลังได้อีก การที่จะเขียนชี้แจงเรื่องนี้ให้ครบถ้วนทุกกรณีเลย แม้ทำได้แต่ก็ยาวและยุ่งยากเกินกว่าจะจดจำได้หมด ก็เลยขอแนะง่าย ๆ ว่าให้นำไปเถอะไม่หนักหนาอะไร (อันที่จริงผมว่าเอกสารที่ต้องนำมาประกอบการทำนิติกรรมสำหรับคนธรรมดามัน ก็วนเวียนอยู่แค่ ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน ใบสมรส ใบหย่า ใบเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล ก็เท่านั้นเอง ถ้าไม่อยากปวดหัวว่าจะต้องเอาอะไรไปบ้าง ก็ให้เอาติดไปให้หมดก็หมดเรื่องมันไม่ยุ่งยากหนักหนาสาหัสอะไร แล้วเอกสารเหล่านี้ถ้าถ่ายเอกสารเก็บไว้สักชุดสองชุดมันก็ดีเพราะหยิบใช้ได้สะดวก แต่มีข้อแนะนำเพิ่มเติมว่าการให้สำเนาภาพถ่ายทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชนให้แก่คนอื่น ควรเขียนไว้ในสำเนานั้นเลยว่าให้เอาไว้ใช้ในการอะไร เพราะเดี๋ยวนี้มีการลักลอบเอาไปใช้ซื้อสิ่งของหรือเอาไปทำสัญญาผูกมัดโดยเราไม่รู้เรื่องเลย
เป็นการป้องกันไว้ก่อน เพราะถ้ามีเรื่องเราก็ขอดูได้ว่าเป็นอันที่เราให้เอาไปทำเรื่องนั้น ๆ หรือไม่)
ใบยินยอมของคู่สมรส ปกติในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน
ของคู่สมรสคนใดตามกฎหมายแพ่ง ที่มีผลใช้บังคับหลังสุดนี้กำหนดให้ต้องได้รับความ
ยินยอมจากคู่สมรสอีกคนหนึ่งทุกครั้ง การทำใบยินยอมนี้ไม่ยาก อาจใช้ข้อความทำนองนี้ได้

ข้าพเจ้า นาย/นาง…….ขอให้ความยินยอมในการที่ นาย/นาง
……….สามี/ภรรยา ของข้าพเจ้าทำนิติกรรม ซื้อ ขาย ให้ จำนอง …ที่ดินโฉนดเลขที่………..อำเภอ……จังหวัด………….จาก นาย/นาง/…..พร้อมนี้ได้แนบสำเนาใบสมรสมาด้วยแล้ว จึงลงชื่อไว้เป็นสำคัญ

ลงชื่อ ผู้ให้คำยินยอม

5. หนังสือมอบอำนาจ ใช้ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายไม่ไปดำเนินการด้วยตนเอง ก็สามารถมอบให้คนอื่นไปดำเนินการแทนได้ ซึ่งอาจมอบให้คนอื่นที่ไม่ใช่คู่สัญญาเป็นคนทำแทน หรือจะให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งไปทำแทนก็ได้เหมือนกัน แต่จะต้องเป็นคนที่ไว้วางใจจริง ๆ ใบมอบอำนาจนี้เมื่อทำแล้วจะต้องรีบไปดำเนินการตามใบมอบให้เร็วที่สุดไม่ควรเกินหนึ่งเดือนนับจากวันที่ลงในใบมอบ หากปล่อยนานไปเจ้าหน้าที่จะไม่ดำเนินการตามนั้น เพราะไม่แน่ใจว่าคนมอบ
ตายหรือยัง หรือยกเลิกใบมอบหรือไม่ และจะต้องให้ไปทำมาใหม่ หรือต้องให้มาทำด้วยตัวเอง
การเขียนใบมอบอำนาจควรใช้แบบฟอร์มของกรมที่ดิน และให้ทำตามคำแนะนำที่บอกไว้ด้านหลังใบมอบโดยเคร่งครัด แบบฟอร์มใบมอบอำนาจและตัวอย่างการกรอกข้อความ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ link ด้านขวามือของหน้านี้ หรือที่เว็บไซต์กรมที่ดิน http://www.dol.go.th/variety/assign/form/td21.pdf
ไฟล์เป็นแบบ pdf ปริ้นออกมาและกรอกข้อความนำไปใช้ได้เลย แต่การเขียนจะต้องให้ถูกต้องตามหลักการตั้งตัวแทนตามกฎหมายแพ่งด้วย (ดูคำแนะนำวิธีการเขียนใบมอบอำนาจได้ในด้านบนซ้ายมือ)

ในกรณีที่เรามอบอำนาจให้คนหนึ่งทำแทนตัวเรา และในเวลาเดียวกันคนที่ทำแทนตัวเรานั้นรับมอบอำนาจจากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งด้วย (เช่นเราเป็นคนขายและเรามอบให้นายดำทำแทนเรา ในเวลาเดียวกันนายดำก็รับมอบมาทำแทนคนซื้อด้วย อย่างนี้จะต้องเขียนข้อความเพิ่มในช่อง “เป็นผู้มีอำนาจจัดการ…..” ….และยินยอมให้ผู้รับมอบอำนาจกระทำการในนามของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งด้วย (ในหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับ)
ในกรณีที่เรามอบอำนาจให้คนหนึ่งทำแทนตัวเรา และในเวลาเดียวกันเขาก็มีอำนาจกระทำในนามของตัวเขาเองทำกับเรา(เช่นเราขายที่ดินให้เขาและเราก็มอบอำนาจให้เขาทำแทนตัวเรา ส่วนตัวเขาก็ทำในฐานะเป็นคนซื้อที่ของเราด้วย อย่างนี้ต้องเขียนเพิ่มในช่อง “เป็นผู้มีอำนาจจัดการ…”….และยินยอมให้ผู้รับมอบอำนาจกระการในนามของตัวแทนกระทำกับตัวการได้ด้วย
6. ใบมรณบัตร ใช้ในกรณียื่นคำขอรับโอนมรดก เพื่อใช้พิสูจน์การตายของเจ้าของที่ดินและทายาท
ในกรณีที่มีการตายแต่หาหลักฐานไม่ได้เลยเพราะตายไปนานแล้วหลักฐานหายหรือทิ้งไปหมดแล้ว หรือมีการทำทะเบียนบ้านใหม่ไม่มีบันทึกการตายไว้อีกต่อไป ซึ่งมักเกิดจากเจ้าของที่ดินหรือทายาท(ส่วนมากเป็นพ่อแม่ ที่ตายไปนานแล้ว) ก็ต้องให้อำเภอออกหนังสือรับรองการตายแทนใบมรณบัตร ซึ่งการจะออกให้อำเภอก็ต้องมีการสอบพยานที่เกี่ยวข้องก่อนตามกรรมวิธีของเขา ที่จริงอยู่ที่ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่ดินด้วยว่าควรจะต้องให้ไปหาใบรับรองการตายด้วยหรือไม่ เช่น เจ้ามรดกตายตอนอายุเก้าสิบ พ่อแม่ก็คงอายุกว่า 110 ปี
คงตายแล้วแน่นอน (ถ้ายังอยู่ก็ต้องเป็นคนดังมากรู้จักกันดี) อย่างนี้ไม่จำเป็นต้องให้รับรองการตายของพ่อแม่ก็ได้เพราะอายุขนาดนั้นคงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เท่าที่เคยปฏิบัติมาพวกทายาทที่เป็นพ่อแม่อายุมากแล้วตายไปนานแล้วนี่เรามักไม่เข้มงวดมาก
เชื่อว่าตายจริง และก็มักไม่มีเรื่องยุ่งยากแย่งมรดกเนื่องจากพ่อแม่อายุมากมักไม่ต้องการรับมรดก
ลูกแต่ให้หลานรับไปอีกอย่างการรับมรดกต้องประกาศที่สำนักงานที่ดิน ในที่ดิน ที่ทำการกำนัน
เทศบาล อบต ถ้าไม่ตายจริงก็คงมาคัดค้าน
6. ใบนัดรังวัด หรือใบรับเรื่องราวคำขอต่าง ๆ
การทำเรื่องที่ดินบางเรื่องจะต้องมีการกลับไปติดต่ออีกหลายครั้ง ทางเจ้าหน้าที่จะออกใบรับหรือใบนัด
เช่น ใบนัดรังวัด ให้เก็บไว้ให้ดี และนำไปด้วยทุกครั้ง เพราะในใบนัดใบรับต่าง ๆ จะมีข้อมูลทำให้เขาค้นเรื่องมาดูได้สะดวก ไม่ต้องสอบถามกันมาก หรือต้องรื้อค้นหลายแฟ้ม ทำให้เสียเวลาและอารมณ์เครียดโดยไม่จำเป็น
7. ใบเสร็จต่าง ๆ ที่ออกให้จะต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี เพราะมีข้อมูลเยอะสะดวกในการติดต่อเรื่องที่ทำไว้ ประการสำคัญ ใบเสร็จเกี่ยวกับภาษีการขายอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องเก็บให้ดีเก็บไว้ตลอดไปเลย เพราะบางครั้งสรรพากรจะเรียกไปบอกว่าให้เสียเพิ่ม เพราะเรียกเก็บไว้ไม่ถูกต้อง บางครั้งหาว่าเราไม่เสียก็มี (มักเป็นเรื่องภาษีธุรกิจเฉพาะ)

ระวังข้อขัดข้องที่ไม่คาดคิด
ในการไปติดต่อสำนักงานที่ดินบางครั้งจะมีข้อขัดข้องเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดได้
หลายกรณี เช่น
1. โฉนดที่ดินฉบับสำนักงานที่ดินสูญหาย หรือขาดชำรุดจนจดทะเบียนไม่ได้
หรือหาไม่เจอ หรืออยู่ในระหว่างดำเนินการเพิกถอนโฉนดเพราะออกไปโดยผิดกฎหมาย หรือจดทะเบียนไปโดยผิดกฎหมาย(แต่เจ้าของไม่นำโฉนดมาให้แก้ไข-คือหลอกขายนั่นเอง)
2. ที่ดินถูกยึดหรืออายัด อาจโดยคำสั่งศาล โดยสรรพากร หรือเจ้าหน้าที่อื่นๆ หรือโดยผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับที่ดินแปลงนั้นก็ได้ ปกติการโดนยึดหรืออายัดนี้เจ้าของจะรู้ตัวอยู่แล้ว แต่ไม่ยอมบอกพอพากันไปจดทะเบียนขายก็เลยทำไม่ได้
3. หนังสือมอบอำนาจไม่ผ่าน ซึ่งมีได้หลายกรณี เช่น กรอกข้อมูลไม่ถูกต้อง ลายเซ็นไม่คล้ายของเดิม มีการมอบอำนาจไว้นานมากเช่น หกเดือน หนึ่งปี เพราะปกติเขาให้ทำไว้นานไม่เกินหนึ่งเดือน ที่เขาไม่ทำให้ก็เพราะกลัวว่าคนมอบอำนาจตายไปแล้วหรือได้ยกเลิกหนังสือมอบอำนาจไปแล้วแต่ยังเอามาโอนอีก ทางแก้เรื่องเซ็นไม่คล้ายจะต้องเอาตัวอย่างลายเซ็นในหนังสือสัญญาตอนที่ซื้อมาดูและลองซ้อมเซ็นให้คล่องก่อน เพราะบางครั้งก็ลืมไปแล้ว แต่ถ้าไม่มีตัวอย่างลายเซ็นในสัญญาเลย ก็ต้องนึกว่าช่วงที่ไปเซ็นในหลักฐานที่ดินเดิมเซ็นไว้อย่างไร ในกรณีที่ตรวจใบมอบอำนาจไม่ผ่าน ก็ต้องไปดำเนินการด้วยตัวเอง กรณีอย่างนั้นพอเจ้าหน้าที่ให้ดูว่าเดิมเซ็นอย่างไร ก็มักจะเซ็นได้ไม่ยากอะไร(ในการไปดำเนินการด้วยตนเอง นอกจากตรวจบัตรแล้วเขาก็ตรวจลายเซ็นด้วยในทุกกรณี)
4. เตรียมเงินเป็นค่าธรรมเนียม ภาษี อากร ไม่พอ ทำให้จดทะเบียนไม่ได้ เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก เพราะคนทั่วไปไม่รู้ราคาประเมินที่ดินนั้น และไม่รู้วีธีคิดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทางแก้ก็ต้องไปหาเจ้าหน้าที่ที่ดินขอให้คิดค่าใช่จ่ายให้จะได้เตรียมเงินได้พอ การไปขอให้ช่วยคิดนี้ควรไปหาตอนที่เขาไม่มีงานอยู่ในมือแล้ว เพราะหากไปให้ช่วยตอนที่งานเต็ม
มือเขาจะไม่ทำให้ แต่จะบอกให้รอจนกว่างานบริการในมือจะเสร็จ (แนะนำว่าควรไปตอนเย็น ๆ
งานหมดแล้ว หรือตอนระหว่างพักเที่ยงหลังกินข้าวเที่ยงและยังไม่เริ่มทำงาน(ตอนพักจริง ๆ)ควรพูดขอความช่วยเหลือกับเขาดี ๆ เพราะการคิดคำนวณมันใช้เวลาพอควร จะต้องไปหาราคาประเมินที่นั้นก่อน แล้วต้องสอบถามข้อมูลหลายอย่างด้วย ควรต้องเอาโฉนดให้เขาดูด้วยจะดีที่สุด)

วิธีการป้องกันความเสียหายจากเรื่องข้อขัดข้องที่ไม่คาดคิดนี้ที่ดีที่สุดคือต้องเขียนไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายเลยว่าในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัยโดยไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใด(เช่นเพราะโฉนดสำนักงานที่ดินสูญหาย) ให้เลื่อนการโอนออกไปจนกว่าเหตุสุดวิสัยนั้นจะหมดไป แต่ถ้าเป็นเหตุที่เกิดจากความรับผิดชอบของฝ่ายใดก็ให้ฝ่ายนั้นรับผิดชอบ (เช่น คนขายทำโฉนดหาย
ก่อนโอน เจ้าของต้องรับผิดชอบ

คำแนะนำเบ็ดเตล็ด

ที่ตั้งสำนักงานที่ดิน
ก่อนไปติดต่อสำนักงานที่ดินต้องสอบถามว่าสำนักงานที่ดินที่มีอำนาจจดทะเบียน
ที่ดินนั้น ๆ คือสำนักงานที่ดินใด และตั้งอยู่ที่ไหนจะได้ไม่ไปผิดสำนักงาน และไม่เสียเวลา เพราะสำนักงานที่ดินบางแห่งอยู่
ค่อนข้างลึกลับเส้นทางไปยาก แต่การสอบถามเส้นทางก็ไม่ยากให้ดูในสมุดโทรศัพท์ โทรถามได้ตลอดเวลางาน
ให้ไปค้นที่เว็บไซต์กรมที่ดิน http://www.dol.go.th ก็ได้สะดวกมาก

ค่าใช้จ่ายทุกอย่างต้องมีใบเสร็จ
ค่าใช้จ่ายในการติดต่อราชการเจ้าหน้าที่จะต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ไว้เป็นหลักฐานทุก
ครั้งตามจำนวนที่ได้จ่ายจริง อะไรที่จ่ายไปแล้วไม่มีใบเสร็จให้หรือออกให้ไม่ครบที่จ่าย แสดงว่า
ทุจริตแน่นอน ให้เอาเรื่องได้เลย
การจ่ายค่าที่ดินเป็นเช็ค
ถ้ามีการชำระเงินเป็นเช็ค ก็ควรบอกให้เจ้าหน้าที่พิมพ์ลงในสัญญาว่าชำระเงินเป็นเช็ค เลขที่… เป็นจำนวนเท่าใด อย่าบอกลอยๆ ว่าได้รับชำระเงินเรียบร้อยแล้ว แต่ที่จริงควรชำระกันเป็นเงินสดจะดีกว่าถ้าไม่มากนัก หรือกรณีมาก ๆ ก็ให้ใช้เช็คเงินสดแทน บางกรณีเงินมาก ๆ เขาให้เจ้าหน้าที่ธนาคารมาคอยรับเงินเลยก็มี
อย่าให้ถ้อยคำเท็จ
เจ้าหน้าที่กรมที่ดินที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ถือเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา การให้
ถ้อยคำเท็จ หรือบอกให้จดข้อความเท็จ จะมีโทษทางอาญา เอกสารทางทะเบียนที่ดินถือเป็น
เอกสารมหาชน

ขั้นตอนการติดต่อดำเนินการ
ทุกสำนักงานที่ดินจังหวัด จะมีเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ เมื่อไปติดต่องานสำนักงานที่ดิน ลำดับแรกให้ไปที่ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของสำนักงานที่ดิน เพื่อขอคำแนะนำ ตรวจสอบหลักฐานเอกสารและรับบัตรคิว การให้บริการเป็นไปตามลำดับคิว เมื่องานสำเร็จแล้ว ขอให้ตรวจสอบความเรียบร้อยของเอกสารสิทธิ เช่น ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำนวนเนื้อที่ในโฉนดที่ดิน เรื่องความผิดพลาดเหล่านี้บอกได้ว่าเกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าเราเห็นว่าผิดก็ขอให้แก้ไขได้เลยในตอนนั้น แต่หากปล่อยไว้นานมาก คนทำลืมไปแล้วหรือย้ายไปที่อื่นการแก้ไขก็จะไม่ง่าย เพราะมันมีขั้นตอน
กรรมวิธีเฉพาะ ต้องเอาเอกสารที่เกี่ยวของมาแสดงใหม่ จะต้องมีการบันทึกถ้อยคำ การให้คำยินยอมในการแก้ไขจากผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ ก็มีขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินงานในแต่ละประเภทจะมีประกาศไว้ที่สำนักงานที่ดิน หากเห็นว่างานล่าช้าเกินกว่าปกติ หรือไม่ได้รับความสะดวก หรือมีข้อสงสัยขอให้สอบถามได้ที่เจ้าหน้าที่ หัวหน้างานได้ตลอดเวลา หากไม่ได้คำชี้แจงหรือยัง
ไม่กระจ่าง จะเข้าพบหัวหน้าฝ่าย หรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดก็ได้ทุกเวลา ปกติหากงานไม่มี
ปัญหาข้อขัดข้อง จะเสร็จในเวลามาตรฐานที่ประกาศไว้ หากมีปัญหาไม่ได้รับความเป็นธรรมในการให้บริการ ก็แจ้งกรมที่ดินได้โดยส่งข้อร้องเรียนทางไปรษณียบัตร ถึงกรมที่ดิน ตู้ ปณ. 11
ปณฝ. วัดเลียบ กทม. 10200 หรือ โทร. 02 222-2837

credit : หมอดิน

Leave a Reply

Your email address will not be published.